1.

พักนี้ชักจะขี้เกียจ

พลังงานในการทำงานที่เหมือน ๆ กับเทอมที่แล้วดูเว้าแหว่งไปอย่างหาสาเหตุไม่ได้

 

วันนี้เป็นอีกวันที่นั่งงมอยู่ในห้องแล้วพบว่าตัวเองยังคิดงานไม่ออก

โดยปกติ เวลาเกิดเหตุการตีบตันระดับโลก จะชอบหนีออกไปหาเกมเล่นในคอมแทนที่จะนั่งงมอยู่หน้าโต๊ะดราฟ

หรือถ้าไม่เล่นเกมก็จะล้มตัวลงนอนหนีปัญหาอย่างงอแงและเห็นแก่ตัว

 

.

ยังคงคิดงานไม่ออก

จึงบอกตัวเองว่าช่างแม่ง เดินออกหาอะไรกินคงจะช่วยนำเลือดไปเลี้ยงสมองได้บ้าง

 

ระหว่างนั่งรอเกาเหลาเครื่องในใส่ตำลึงซึ่งไม่รู้ว่าจะสั่งให้เค้าใส่ทำไม เพราะไม่เคยกินมันสักแอะ

ก็นั่งคิดงาน (ที่ยังคงคิดไม่ออก) ไปพลาง ๆ

 

สองสามนาทีก็มีกลุ่มชาย-หญิง แฟนกันมาขอนั่งด้วย กับผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่เหมือนมารอเดทกับผู้ชาย

แค่มึงนัดกันมาเดทแรกกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวตำลึง ผมก็โคตรจะประทับใจในความโรแมนติก

Abstract ของพวกมึงแล้ว ก็ยังมิวายคุยกันเสียงดังอย่างไม่เกรงใจคนผู้มานั่งก่อนมั้งเลย 

 

จนคิดไปว่า เออ... หรือเป็นตัวเราเองว่ะ ที่ดันมานั่งผิดที่

 

ช่วงเวลาระหว่างการแดกอาหารเคล้าชาย - หญิง ที่มา First date กันข้าง ๆ

เป็นเวลาที่แม่งโคตรจะทำตัวไม่ถูก 

 

เอ๊ะ ถ้านั่งเงียบ ๆ ไทำเป็นไม่สนใจเดี๋ยวแม่งก็หาว่าแอบฟังแม่งจีบกันอีก

ครั้งจะยื่นหน้าไปฟังแบบไม่แคร์สื่อ ก็กลัวจะโดนหาว่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน

(ซึ่งที่จริงกูก็นั่งแดกข้าวอยู่ดีดี)

 

จึงทำเป็นหยิบสมุด + ดินสอทำท่าใช้ความคิด Sketch นู้นนี่ไปเรื่อยเปื่อย (และแน่นอนว่า ยังคิดแบบไม่ออก) 

 

พอสังเวยอาหารจานด่วนปนไอความรักจากอีหนุ่ม-สาว ข้าง ๆ เสร็จก็ฉีกหนีตัวออกมาจากพวกมันโดยไว

พลันเข้าร้านเครื่องเขียนซื้อกระดาษ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนงานอะไรลงไปในนั้น

 

เสร็จจากการใช้เงินก็เดินผ่านร้านหนังสือ

และเหลือบไปเห็น aday Spacial ขึ้น

 

ผมเดินเข้าไปซื้อจ่ายตังค์ 80 บาทอย่างที่เคยจ่ายตามปกติ

"180 บาทน้อง"

 

เหี้ย นี่เหี้ยไรกันเนี่ย 

กูเคยซื้อ 80 บาทเองนะ

 

หลังจากทำหน้างง ๆ ปนไม่เชื่อ หวังว่าคนขายจะทำหน้าตาตลก ๆ แล้วพูดว่า "อ่ะ เค้าล้อเล่นน่" สักพักใหญ่ 

ก็พบว่าหนังสือแม่ง 180 บาทจริง แบบไม่มีแอ๊บแบ้ว

แม้จะคิดในใจว่าแม่งแพงห่าอะไรนักหนาว่ะ แต่ก็ควักตังค์จ่ายไปโดยง่ายเหมือนโดนสะกดจิต

 

และนี่คือเนื้อหาสาระจริง ๆ ที่จะเขียนวันนี้

(เกริ่นได้ปลวกมาก)

 

2.

"เราสูญเสียสิ่งที่เรามี ก็เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว"

 

aday Spacial เป็นเล่มที่ผมอ่านจบไวที่สุดตั้งแต่ตามซื้อมันมา

ก็แหงแหละ ทั้งเล่มแม่งมีแต่รูป ตัวหนังสือรวมกันยังไม่เท่าบทความเกริ่นนำที่ผมเขียนไว้ข้างต้นเลยมั้ง

 

เปิด Review ดูรอบแรกก็คิดได้ว่า 

ฉิบหายละ 180 บาทกู 

จะคุ้มมั้ยเนี่ย ได้ดูแต่รูป เนื้อหาสาระอะไรเขียนอธิบายไว้หน่อยก็ไม่มี

 

แต่พอกลับถึงหอ 

เห็นงานที่นอนยึดที่อยู่บนเตียงแล้วก็คิดว่า

อืม... ไหน ๆ ก็อุส่าห์ซื้อมาตั้ง 180 บาท

ไหน ๆ ไปทำงานก็ยังคงนั่งงมกับกระดาษเปล่าและเสียงเอี๊ยด ๆ ของ T-Slide

 

กูไม่ทำงานและ นอนอ่านมึงก่อนแล้วกัน

 

 

3.

"เราสูญเสียสิ่งที่เรามี ก็เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่า การสะสมคือการเพิ่มของหนักให้กับชีวิต"

 

สารภาพตามตรง

ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าแค่เพียงไม่กี่เดือนก่อนประเทศไทยน้ำท่วม

 

เมื่อในสื่อไม่มีข่าวน้ำท่วม 

เมื่อพื้นดินเริ่มแห้ง

 

จึงดูเหมือนว่าคนที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนอะไรเลยเช่นผม

ก็จะไม่คำนึงถึงการ"เคย"เกิดขึ้นของภัยพิบัติครั้งนี้

 

น้ำท่วมของผมจึงเหมือนเหตุการณ์เลวร้ายอะไรสักอย่างนึง

ที่ทำให้เวลาปิดเทอมภาคฤดูหนาวยาวนานกว่าปกติ

 

แม้ว่าจะได้ไปช่วยเค้าตักทรายอยู่บ้างสัก 2-3 ครั้ง

เพื่อสร้างมายาคติให้ตัวเองรู้สึกว่า 

เออ อย่างน้อยกูก็ได้ทำอะไรบ้างแล้วนะ

 

แต่สิ่งที่ทำไปมันเหมือนเทียบอะไรไม่ได้เลยกับคนที่เค้าประสบ

กับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้จริง ๆ

และแน่นอนว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ เลื่อนเปิดเทอมแน่ ๆ

 

4.

หลังอ่าน (ดูรูป) จบ

ผมก็รู้สึกว่า อืม... มันก็ไม่ได้แพงมากหรอกมั้ง

ถ้าเทียบกับการถ่ายรูประดับเทพในเล่ม

และเป็นเหมือน สมุดภาพบันทึกเหตุการณ์ "สำคัญ" ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่

 

เรื่องราวต่าง ๆ เดี๋ยวนี้มาเป็นกระแสแล้วกลืนหายไปเร็วมาก

เรารับรู้, รู้สึก, เข้าใจ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ดี

 

แต่เราเก็บความรู้สึกตรงนั้นไว้ได้ไม่นานนัก

 

ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เข้าขั้นขี้ลืม

ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั้งกระดาษ Note ที่เขียนไว้กันลืมตอนจะออกไปซื้อของ

 

ล่าสุด ผมก็ลืมไปแล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยน้ำท่วม

และมีผู้คนมากมาย ที่ยังได้รับผลกระทบจากความโหดร้ายของเหตุการณ์นั้น

 

หนังสือที่มีแต่ภาพราคา 180 บาท ดูมีค่าขึ้นมามาก

 

ไม่ใช่เพราะการถ่ายภาพระดับเทพ

หรือการจัด Art Work บวกกับกระกระดาษอาร์ตมัน

 

แต่มันเป็นเหมือนจุดเตือนความจำของคนขี้ลืมอย่างตัวผมว่า

ในประเทศนี้มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้วเราไม่ควรปล่อยมันไปเฉย ๆ 

ด้วยวาทะกรรมว่า ไม่เป็นไร คนไทยรักกัน หรือ เราคนไทยจะก้าวไปด้วยกัน

 

เราควรจะมีการสังเคราะห์ก้อนความคิดอะไรสักอย่าง ในเวลาที่สังคมกำลังเผชิญกับปัญหา

การบอกว่า เดี๋ยวก็ผ่านไป ซึ่งนั่นมันก็จริง

 

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป 

 

แต่เราไม่คิดจะเก็บสิ่งใดไว้ใช้ในการเจอกับปัญหาข้างหน้าเลยหรอ

ผมทำแล้วนะ

 

อย่างน้อยก็เสียตังค์ซื้อสมุดภาพไปตั้ง 180 บาทแหนะ

 

: /

 

ปล. จบแบบขายของซะงั้น

 

 

 

 

5.

ยังคงคิดงานยังไม่ออก

ทำงานก็ยังไม่เสร็จ

แต่มีเวลามานั่งเขียนบล็อค

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานการณ์ 

 

"จะเอาเหี้ยไรไปส่ง"

 

 

9:15 pm

5 กุมภาพันธ์ 2555