Fail, Fail again, Fail better

posted on 19 May 2012 15:29 by mojungpai  in EasyRead

1.

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ในการทำบัตรนักศึกษาใหม่และเป็นการทำบัตรหายรอบที่สามฉลองครบรอบการเป็นนักศึกษาประมาณสองปี

อย่าพยายามถามคำถามงี่เง่ากับผมว่าหายที่ไหน, เมื่อไหร่, หายได้อย่างไร

การทำของหายก็คือ"มันได้หายไปแล้ว"

 

นับกันจริงๆ หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยผมทำกระเป๋าตังค์ได้หายไปทั้งหมดสามรอบใหญ่กับอีกสองรอบย่อย

(*การหายรอบย่อยก็คือหายในวันนั้นและก็เจอในวันเดียวกันโดยที่ยังไม่ได้อายัติบัตรใดๆ )

หายจนเป็นกิจวัตรจนคนรอบตัวรู้สึกเป็นปกติกับเหตุการณ์นี้

เวลาบอกเพื่อนว่ากระเป๋าตังค์หายอีกแล้วหวะ ก็จะไม่ได้รับสายตาความเห็นอกเห็นใจ

มันเพียงพูดว่าอีกแล้วหรอแล้วก็หันกลับไปดำเนินชีวิตของมันต่อ

 

การกระเป๋าตังค์หายในครั้งแรกก็เหมือนกับครั้งแรกของทุกสิ่งอย่างซื้อคอมเครื่องแรก, มีแฟนคนแรก, ดูหนัง 3D ครั้งแรก, เข้าโรงพยาบาลคนเดียวครั้งแรกและอื่นๆ ครั้งแรก

 

ด้วยความที่มันเป็นครั้งแรกมันจึงดูมีความสำคัญ

ผลโพลจากศูนย์วิจัยในจากาต้าได้บอกเราไว้ว่าคนเราเสียดายเงินในกระเป๋าน้อยกว่าพวกบัตรต่างๆ เวลามันหาย

 

ผมก็คิดอย่างนั้น

ด้วยความที่ไม่ค่อยพกเงินในกระเป๋าในจำนวนเยอะอยู่แล้ว

อาศัยจังหวะไม่พอก็ยืมเพื่อนแล้วค่อยคืนทีหลังเอา

ถ้าผมจะปวดหัวกับเรื่องอะไร

ผมจะปวดหัวกับการจิตนาการถึงการฝ่าฝันระบบราชการไทยทั้งหลายกว่าจะได้บัตรพวกนั้นคืนเสียมากกว่า

 

ไม่รู้ว่าจะเรียนกว่าโชคดีหรือร้ายที่การหายทั้งหมดก่อนหน้านี้ผมได้ของทุกอย่างคืนครบ

ครั้งแรกก็มีคนเก็บได้แล้วรุ่นพี่มาบอก อีกครั้งก็ทำหายไปหาที่สำนักงานก็เจอ

แต่การหายแล้วเจอทุกครั้งที่เกิดขึ้นจะมีเหตุการณ์พระเจ้ากวนตีนให้เจออยู่เสมอ

 

ขั้นแรก - ผมทำหาย

ขั้นที่สอง - พยายามหา ถามจากคนใกล้ตัว

ขั้นที่สาม - ถ้าไม่เจอก็จะไปถามยามหอ, แม่บ้านคณะก่อน

ขั้นที่สี่ - ถ้ายังไม่เจอผมก็จะยอมโทรไปอายัติบัตร แล้วยอมรับความพ่ายแพ้เข้าสู่กระบวนการทำบัตรใหม่

 

เรื่องราวทั้งหมดจะดูเข้าใจและยอมรับได้ถ้าทั้งหมดจบลงด้วยขั้นที่สี่

แต่ส่วนตัวผมมีขั้นที่ห้าครับ

 

เหมือนมีกวนตีนกันจากเบื้องบน

คือหลังจากโทรไปอายัติบัตรปุ๊ป อีกไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อจากนี้

"กูก็ได้จะของที่หายนั้นคืนทั้งหมด"

จนพักหลังๆ เริ่มสงสัยว่าอีระบบ call center นี้มั่นมีใต้โต๊ะอะไรกับเทวดารึป่าว

 

ยกตัวอย่างครั้งแรกที่หายก็หาอยู่สักพัก พยายามถามไถ่คนนู้นคนนี้ไปทั่ว

จนหมดความพยายามโทรไปอายัติในตอนเช้า

งีบหลับไปตอนบ่ายตื่นขึ้นมาเปิดคอมเล่น facebook มีรุ่นพี่มาเม้นบอกไว้ว่า 

มีคนติดป้ายว่าเจอกระเป๋าตังค์เรา

อืมม...

 

ครั้งที่สองก็หนังม้วนเดิมกับตอนแรก

คือรู้ตัวและว่าหายโทรไปอายัติปุ๊ปตกเย็นไม่รู้อะไรดลใจลองเดินไปถามสำนักงานดู

และก็เจอ

อืม...

 

ความรู้สึกไม่รู้จะดีใจหรือเสียหรือโทษใคร

มันแบบ... นี่แม่งเหี้ยไรกันวะเนี่ยยยย 

 

ความบรรลัยของการกระเป๋าตังค์หายแล้วเสือกหาเจอตอนหลังมีอยู่อย่างเดียวก็คือ

เราจะมีบัตรนักศึกษา ที่ได้อายัติไปแล้วไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าไว้ดูเป็นของที่ระลึกเล่น

แล้วปัญหาก็คือมันใช้เบิกตังค์ไม่ได้ สำหรับเด็กหอที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดนี่ถือเป็นปัญหาระดับใหญ่มาก

แต่มันก็มีวิธีแก้อยู่บ้างคือเราสามารถนำสมุดเงินฝากนั้นไปขอเบิกเงินตามธนาคารได้ !!

(แต่ถ้าต่างสาขาต้องมีบัตรประชาชนด้วยนะเออ)

 

จนหลังๆ ผมมีบัตรนักศึกษาอยู่กับตัวทั้งหมดสามใบ

ถือเป็นเรื่องที่ผมภูมิใจและชอบนำไปอวดใครๆ อยู่เสมอ 

 

 

2.

การหายล่าสุดนั้นเป็นการหายเฉพาะบัตรนักศึกษาอย่างเดียว

สงสัยเทวดาคงเริ่มสงสารผมบ้างแล้ว

คืนแรกที่ทำใจได้ว่าหายก็โทรไปอายัติกับ call center ทันที

ครั้งนี้ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอะไร เพราะชินและตายด้านกับเหตุการณ์ประเภทนี้แล้ว

ตอนเช้าจึงโทรไปบอกเพื่อนว่าอาจจะเข้าที่ฝึกงานสาย(ที่จริงเข้าไปเที่ยง)

 

สำหรับใครที่ยังไม่เคยทำบัตรนักศึกษาหายนั้นเชิญรับฟังผู้เชี่ยวชาญดังนี้นะครับ

 

อันดับแรกควรโทรไปอายัติก่อนเลยอย่าคิดว่าจะมาหาเจอทีหลังเพราะถ้าเกิดปัญหามันจะได้ไม่คุ้มเสีย

ต่อมาก็ดูว่าเรามีสมุดเงินฝากอยู่กับตัวหรือป่าวเพราะมันสามารถใช้ในการถอนเงินที่ธนาคารได้

สิ่งที่ควรจะทำในการไปทำบัตรนักศึกษาใหม่ได้แก่

- รู้เลขที่บัญชีของเรา- รู้รหัสบัตรประชาชน และควรมีสำเนาบัตรประชาชนไว้ด้วย

- เตรียมรูปถ่ายขนาด 2" สองรูป

 

สำหรับขั้นตอนการทำบัตรใหม่นั้นง่ายมากถ้าคุณเตรียมทุกอย่างครบมันจะเสร็จภายในยี่สิบนาที

 

ด่านหนึ่ง - ตามหาหัวปิงปอง (แต่ที่ไปทำบัตรใหม่มาล่าสุดเค้าบอกไม่ต้องเอาใบนี้ก็ได้ แต่แนะนำให้ไปแจ้งไว้นะ)

ด่านแรกนี้ผ่านง่ายมากสำหรับมือเซียนอย่างผม

ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ที่ๆสามารถแจ้งความได้ก็ที่ตรงทางเข้าด้าน AIT จะมีที่ทำการอยู่

(แต่มีข้อควรระวังคือวันเสาร์-อาทิตย์มันจะปิด ถ้ารีบต้องไปแจ้งที่คลองหลวงนู้นเลย)

อย่าแปลกใจที่ในตอนแรกคุณจะหาไม่เจอเพราะด้วยรูปทรงทางสถาปัตยกรรมมันไม่ได้บ่งบอกเลยว่าที่แห้งนี้จะมีตำรวจอยู่ข้างใน

คำแนะนำสำหรับด่านนี้คือเราควรเขียนชื่อเราเองลงบนเศษกระดาษแผ่นเล็กๆเตรียมไว้ล่วงหน้าเลย

และเตรียมคำตอบสำหรับคำถามแบบว่า หายที่ไหน หายเมื่อไหร่ หายวันไหน เอาไว้ (ถ้าจำไม่ได้ก็มั่วๆ ไปสักวันสักเวลา)

 

พอเดินเข้าไปในตัวอาคาร เข้าประตูบานขวาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่ามาแจ้งความของหาย

เค้าก็จะถามชื่อเรา เราก็ยื่นชื่อเราที่เขียนใส่กระดาษนั้นไว้แหละให้พี่แกไป

จากนั้นก็จะถามว่าอะไรหายบ้าง และเข้าสูตร  หายที่ไหน หายเมื่อไหร่ หายวันไหน 

พอเสร็จเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดรอปสำเนาใบแจ้งความมาให้เรา 1 ae

ค่าใช้จ่ายสำหรับด่านนี้อยู่ที่ 20 บาทถ้วน

 

ด่านสอง - ลุยรังสำนักทะเบียน (ตอนนี้สำนักทะเบียนโดนน้ำท่วมไปเค้าจึงใช้ตู้คอนเทนเนอร์ติดแอร์เป็น office ชั้วคราวไปก่อน

อยู่ด้านหลังร้านกาแฟข้างๆ ธนาคารกรุงไทยใน ม. นั่นแหละ) 

 

 

ด่านนี้จะใช้สติและพลังความอดทนขั้นสูงเพราะเราต้องไปสู้กับเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน

ที่ขึ้นชื่อเรื่องความช้า,เนี้ยบและบริการสองมาตรฐาน

 

ครั้งหนึ่งที่ผมเคยไปใช้บริการ ด้วยความเป็นคนเคารพมารยาทสังคมไปถึงก็ต่อแถวเข้าคิวตามระเบียบ

สักพักก็มีอีลุงใส่สูตทำท่าผู้ดีเดินมาแทรกคิวผมไปเฉย

แซงคิวกันให้เห็นจะๆ ไม่เท่าไหร่

คุณป้าอายุเฉียดเกษียณก็ยังทำรายการให้อีก

แสส นี่โลกนี้มันหมุนด้วยระบบเหี้ยไรกันวะ

 

เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนนั้นโหดร้ายมากครับ

คุณจะรับรู้ถึง Service mind ที่มีอย่างเต็มเปี่ยมจากการบริการของหน่วยงานนี้

ด่านนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบในการเล่นมาก

จงตรวดดูให้ดีว่าเอกสารและข้อมูลที่อย่างนั้นคุณมีครบแล้ว

เพราะถ้ามึงเกิด พลาด หรือลืมอะไรไปสักอย่างเดียวจะ game over ทันที

แล้วคุณป้าอายุเฉียดเกษียณจะทำหน้าตาอย่างมีชัยและไล่คุณไปเตรียมเอกสารมาใหม่ให้พร้อมกว่านี้

(เอกสารที่ว่าคือรูป 2" สองใบ,สำเนาบัตรประชาชนและอย่าลืมว่าเราต้องรู้เลขที่บัญชีเราด้วย)

 

ถ้ามีไอเทมครบเราก็จะผ่านด่านนี้ไปง่ายๆ 

ข้อสังเกตก็คือถ้าเอกสารเราครบเตรียมทุกอย่างมาพร้อม เจ้าหน้าที่จะเงียบทันทีครับแล้วหน้าตาจะดูซึมๆ เหมือนคนพ่ายแพ้

ด่านนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นเสียอารมณ์บ้างในบางจังหวะ 

เจ้าหน้าที่จะดรอปของสองอย่างด้วยกันคือบัตรนักศึกษาชั่วคราว - ไว้ใช้ในการเข้าสอบ

บัตรนัดวันเวลามาเอาบัตรนักศึกษาใบใหม่ ที่เตรียมใจได้เลยว่าแม่งประมาณ 2-3 อาทิตย์ชัวร์

 

ด่านที่สาม - เจรจากับเจ๊กระบังลม

 

ด่านนี้คือด่านสุดท้ายครับ

หลังจากนับวันรอมาครึ่งเดือน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

ด่านนี้สบายมาก แค่คุณนำในนัดรับบัตรไปหาเจ๊คนหนึ่งในธนาคารกรุงไทย

ซึ่งแกจะนั่งอยู่ในห้องกระจกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่แยกออกมา

สังเกตง่ายๆ คือเจ๊ (ที่จริงเรียกป้าน่าจะเหมาะกว่า) เค้าจะเซ็ตผมทรงกระบังลม

ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้ป้าแกจะยังทำการอยู่เหมือนเดิมรึป่าว

แต่ถ้าทำอยู่และใครได้มีโอกาสได้เจอแก รบกวนบอกป้าแกด้วยว่าเปลี่ยนทรงผมเหอะ

 

ด่านนี้มีค่าใช้จ่าย 100 บาท

ป้าจะดรอปบัตรนักศึกษาที่สามารถเบิกตังค์ได้(แล้วโว้ย)

และซองรหัสบัตร ATM 4 หลัก

 

เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทำบัตรใหม่

หวังว่าจะช่วยเหล่าคนนู้บๆ ที่ไม่เคยทำบัตรหายมาก่อนได้บ้าง

ซึ่งพักหลังมานี้ก็มีเพื่อนทั้งหมดสามคนโทรมาถามผมเรื่องวิธีการการทำบัตรใหม่

ถือว่าอย่างน้อยตัวเองก็เป็น Specialist ในด้านนี้

 

 

3.

เพ้อเจ้อมานาน เตรียมใจไว้ให้ดี

เพราะต่อจากนี้

คือสาระครับ

 

คุณยังเชื่อในเรื่องการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วอยู่อีกรึป่าวครับ

ส่วนตัวผมไม่เลย และไม่มานานมากแล้ว

เรื่องผลกรรมชาติก่อนบุญเก่าชาติที่แล้วหรือชาติหน้าไม่ได้อยู่ในหัวสมองผมแล้ว

ฟังดูบาปหนาและใจดำ 

แต่ผมคิดว่าโลกมันก็โหดร้ายจริงๆ 

 

โลกไม่ได้ใช้สมการเชิงเส้นในการคำนวนเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆ

โลกมันมีวิธีการหมุนที่ซับซ้อนติสแตกกว่าผู้หญิงเวลานอย

 

วันที่ผมไปทำบัตรนักศึกษา

ขากลับจากสถานีตำรวจ ผมก็โบกมอเตอร์ไซค์กลับ

เผอิญเจอลุงวินมอไซค์คนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

 

หากใครเคยต้องใช้ชีวิตในหอในและต้องพึ่งพาวินมอไซค์เสื้อเขียวตรงหน้าโรงอาหารกลางก็น่าจะคุ้นหน้าลุงคนนี้อยู่บ้าง

 

เราจะจำลุงคนนี้ได้ไม่ยาก เพราะทุกครั้งที่เรากระโดดซ้อนท้ายแก แกจะชวนเราคุยทันที  

ครั้งแรกผมให้แกไปส่งที่ตึกคณะ แกก็ถามนู้นถามนี่ว่าเรียนคณะนี้เป็นยังไง

คุยกันจนแบบลงจ่ายตังค์แล้วยังคุยกันต่อ 

 

วันนี้ผมก็เจอลุงแกอีกครับ

และก็เหมือนเดิม ลุงชวนผมคุย

แกทักว่ามาแจ้งความทำบัตรหายใช่ไหม 

ที่จริงก็อยากจะลองตอบไปแบบว่า "เปล่าครับ มาแจ้งความโดนข่มขืน" อะไรแบบนี้ดูเหมือนกัน

อยากรู้ว่าลุงแกจะทำหน้ายังไง

 

ระหว่างทางลุงแกก็เล่าเรื่องน่าสลดใจให้ฟังเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องกระเป๋าตังค์หายนี่แหละ

แกเล่าว่าเพื่อนแกที่อยู่วินเดียวกันเคยเก็บกระเป๋าตังค์นักศึกษาได้ แต่ในนั้นไม่มีเงินแล้ว

ด้วยเจตนาดี แกเลยเอาไปฝากไว้กับยามให้ช่วยตามหาเจ้าของให้หน่อย

ไม่นานเจ้าของก็มารับคืน

 

นาทีชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของกระเป๋าตังค์บอกว่าก่อนทำหายหนูมีเงินในกระเป๋า 3,500 บาท

แต่ลุงที่เก็บได้ก็ยืนยันว่าตอนเจอนั้นไม่มีเงินจริงๆ ลเค้าเอามาคืนด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ลุงเล่าต่อว่าเหตุการณ์ก็วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ หนูนักศึกษานั่นก็ไม่ยอมท่าเดียว

สุดท้ายลงเอยอย่างไรทราบมั้ยครับ

 

ลุงวินคนนั้นต้องยอมจ่ายเงิน 3,500 บาทให้เจ้าของกระเป๋าตังค์นั้นไป

ลุงเล่าต่อว่าเพื่อนแกคนนั้นนอยขั้นสุดถึงกับบ่นว่า

ถ้าครั้งไหนเก็บกระเป๋าตังค์ได้อีกกูจะเอาเงินและโยนเป๋าตังค์แม่งทิ้งลงน้ำ

 

ผมฟังที่ลุงแกพูดผมเชื่อว่าแกไม่น่าจะโกหก

ผมฟังแล้วรู้สึกหน้าชาแปลกๆ 

โลกมันมีวิธีหมุนที่แปลกประหลาดเสียจริง

 

ลุงแกเล่าว่าลุงปลอบใจเพื่อนด้วยประโยคว่าชาติที่แล้วคงเป็นหนี้เค้าไว้ชาตินี้เลยต้องใช้คืน 

 

ส่วนตัวผมที่ไม่ยอมรับในการนำชาติที่แล้วมาอธิบายก็ได้แต่คิดว่า

มันไม่มีคยามสมเหตุสมผลใดกับเรื่องที่เกิดขึ้น 

ฟังอย่างเป็นกลางเพื่อนลุงแกคนนั้นอาจจะดอยเงิน 3,500 บาทนั้นไปหรือป่าวก็ไม่มีใครรู้

หรือ เงินในกระเป๋าตังค์ตอนแรกจะมี 3,500 บาทจริงรึป่าวก็ไม่มีใครรู้อีกนั้นแหละ

 

เรื่องความจริงนั้นผมขอยกประโยชน์ให้แก่ทั้งสองฝ่าย

ว่าด้วยแต่ละคนก็มีชุดความจริงมาคนละอย่าง

 

ผมแค่เสียใจที่โลกได้ทำลายบรรยากาศดีดีของสังคมมนุษย์ด้วยกลไกนี้

ในอนาคตลุงแกอาจจะเก็บกระเป๋าตังค์ได้, เอาเงิน, และโยนทุกอย่างทิ้งน้ำ

หรืออาจจะเห็นเจ้าของกระเป๋าตังค์โวยวายให้คนเจตนาดีที่เก็บกระเป๋ามาให้ ชดเชยค่าเสียหายที่เค้าไม่ได้ก่อ

 

เหตุการณ์ตัวอย่างนี้ทำให้โลกน่าอยู่น้อยลง

อย่างที่ได้บอกไว้ คนทำดีก็ไม่เห็นจะได้ดี คนทำชั่วก็ไม่เห็นจะได้ชั่ว

โลกมันซับซ้อน เกินกว่าจะตั้งวาทะกรรมใดมาอธิบาย

 

 

4.

เค้า (ใครก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ) ว่ากันว่า

คนโง่ก็คือคนที่ไม่รู้อะไรเลยจากความผิดพลาด

 

ซึ่งผมน่าจะเป็นคนโคตรโง่อย่างสมบูรณ์แบบ

ผมไม่เคยปรับปรุงตัวเองเลยหลังจากทำกระเป๋าตังค์หายมาสามรอบ

ผมยังคงเป็นคนมักง่ายวางของเรี่ยราดอยู่เสมอ

จนพ่อผมเคยพูดว่าถ้าที่ผ่านมาผมไม่ทำของหายเลย

ชีวิตผมจะเจริญกว่านี้อีกเยอะ

 

ผมชอบประโยคชื่อเรื่องของบทความนี้

 

Fail, Fail again, Fail better

 

ผมอ่านเจอมาเกือบจะสิบกว่าปีได้แล้วแต่ก็ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

มันสอนให้เห็นถึงมุมมองของความผิดพลาดในอีกรูปแบบหนึ่ง

ว่าเราไม่ควรปฏิเสธมัน มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

เราทุกคนควรเรียนรู้จากความผิดพลาดก็จริง

แต่ไม่ใช่การพยายามหลีกหนี 

แต่น่าจะเป็นการฝึกว่าครั้งต่อไป

เราจะผิดพลาดอย่างไร ให้สวยงามขึ้น

แค่นั้นเอง

 

ผมก็ได้แต่คิดว่าในเมื่อโลกไม่ได้ให้ผลตอบแทนในอย่างที่เราควรจะได้

ผมก็ไม่มีอะไรที่จะต้องทำตามกฎเกณฑ์ของมันอีก(หรือจริงๆ มันอาจไม่มีบรรทัดฐานใดเลยก็ได้) 

 

วันนึงหากผมปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนมีระเบียบวางของเป็นที่ทางได้

ก็ไม่ได้หมายความว่ากระเป๋าตังค์ผมจะไม่หายอีก

 

ผมเพียงคิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายทุกอย่างเกินขึ้นโดยไม่เลือกกระทำ

บุคคลดีเลวอย่างไร มีโอกาสในการเจอเรื่องร้ายๆ ได้เท่ากัน

 

เราปรับตัวให้เป็นคนรอบคอบมีระเบียบก็เพื่อที่จะเป็นคนมีระเบียบรอบคอบ ไม่ใช่กลัวว่ากระเป๋าตังค์จะหาย

เราตั้งใจเรียนได้เกรดดีก็แค่ได้เกรดดี ไม่ใช่โลกจะรับรองว่าในอนาคตเราจะประสบความสำเร็จ

เราขับรถอย่างถูกกฎจราจรก็เพื่อที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดีในสังคม แต่ก็ไม่ใช่ว่าอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้นกับเรา

 

ส่วนตัวแล้วคิดว่า

เราพยายามเป็นคนที่ดีก็เพื่อที่จะเป็นคนที่ดี

ไม่ใช่เป็นคนดีเพื่อกันไม่ให้เรื่องร้ายๆ วิ่งเข้ามาหา

 

อย่างที่บอก

อย่าไปกลัวการหกล้ม

แต่ควรรู้ว่าครั้งหน้าจะล้มยังไงให้เจ็บน้อยลง

ก็แค่นั้นเอง

 

 

 

ปล. แต่ก็หวังว่าจะไม่ต้องทำบัตรใหม่อีกเป็นรอบที่ห้านะ

เบื่อสำนักทะเบียนแล้ว